การรักษาแผลคีลอยด์

การรักษาแผลคีลอยด์

แผลคีลอยด์

แผลคีลอยด์(KELOID)คืออะไร

แผลคีลอยด์ ลักษณะทั่วไป : แผล เป็นนูนชนิดคีลอยด์จะมีขนาดใหญ่กว่าแผลเป็นธรรมดา และกว้างใหญ่กว่าแผลตอนเริ่มต้น มีลักษณะนูน แข็ง หรือหยุ่นคล้ายยาง ผิวมัน มองเห็นชัดเจนจากผิวหนังปกติ มีสีแดงเนื่องจากมีเส้นเลือดมาเลี้ยงเป็นจำนวนมาก แผลเป็นนูนชนิดคีลอยด์อาจจะมีอาการเจ็บ คัน ร่วมด้วย อาจจะกดแล้วเจ็บ ก้อนเนื้ออาจจะค่อยๆ โตขึ้นหรือคงที่แต่จะใหญ่กว่าแผลเดิม
สาเหตุ: แผล เป็นนูนเกิดจากการแบ่งตัวที่ผิดปกติของเนื้อเยื่อผิวหนังส่วนที่เป็นแผล ผิวหนังมีการสร้างเนื้อเยื่อซ่อมแซมที่มากเกินไป จนทำให้เกิดการขยายตัวกว้างขึ้นมากกว่ารอยแผลที่เป็นอยู่ และพันธุกรรมมีส่วนทำให้เกิดรอยโรคได้ตำแหน่งที่พบ: แผลเป็นนูนมักพบได้ทั่วร่างกาย ส่วนมากพบบริเวณผิวหนังที่ตึงตัว โดยจะเห็นมากบริเวณหลัง ไหล่ แขน ขา คอ หน้าอก และหลังหู การศัลยกรรม

ปัจจัยที่ทำให้เกิดแผลเป็นแผลคีลอยด์มีดังต่อไปนี้

ปัจจัยแรก ก็คือลักษณะ ผิวที่แตกต่าง กันในแต่ ละคน นั้นเองครับ ดังนั้นผม จึงบอก ไม่ได้ว่าถ้าใคร เป็นขึ้นมา นั้นจะเป็นมาก หรือน้อยกว่า คนอื่น ๆ นั้นไม่ได้
ปัจจัยที่สอง ก็คือตำแหน่ง ของการ เป็นแผล ที่ขึ้นตามส่วนต่าง ๆ ร่างกาย นั้นเอง เพราะโอกาส ที่จะเกิดแผลฯ นั้นในแต่ละ ส่วนมีโอกาส การเป็นที่ ไม่เท่ากัน โดยเฉพาะ ส่วนของใบหน้า นั้นเป็นส่วน ที่เกิดแผลคีรอยด์ ได้น้อยมาก ในขณะเดียว กันหลาย ตำแหน่ง บนร่างกาย จะเกิด เป็นแผลคีลอยด์ ได้ง่าย กว่าเยอะ เช่น ตำแหน่งบนลำตัว นับตั้งแต่หน้าอกไปจนกระทั่งถึงหน้าท้องน้อย
ปัจจัยที่สาม คือสภาพ ของแผล หลังจากที่ เป็นแล้วสามารถ รักษา ให้กลับคืนสู่ สภาพผิวเดิมมากที่สุดเท่าไรนั้น? ขอบอกเลย ครับว่าเป็นเรื่อง ที่ยากมาก ที่จะบอกได้ ว่าจะรักษาถึงขั้นไหน ถึงจะมอง ด้วยตาเปล่า ไม่เห็นแต่ พวกคุณก็ สามารถทำให้ มีขนาด ที่เล็กลงด้วยวิธีรักษาต่าง ๆ ดังนี้ครับ

เพศและวัยที่มักจะเป็นกัน

–  ผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
–  ผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก (ในวัยรุ่นและวัยเจริญพันธุ์จะมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้บ่อยกว่าในวัยอื่นๆ)
– คนผิวคล้ำจะมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้บ่อยและรุนแรงกว่าคนผิวขาว
– ผู้ที่มีประวัติการเกิดแผลเป็นและมีประวัติของครอบครัวมีแผลเป็น จะมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้มากกว่าผู้ที่ไม่เคยมีประวัติ

ปัจจัยที่เป็นเหตุให้เกิดแผลเป็นคีลอยด์ที่พบได้บ่อยๆ ได้แก่

–   แผลจากการเป็นสิว
–   แผลจากการเจาะหู
–   แผลปลูกฝี ฉีดวัคซีน
–   แผลผ่าตัดต่างๆ
–   แผลผ่าคลอด
–   แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
–   แผลถูกของมีคมบาด
–   แผลจากอุบัติเหตุ
–   แผลจากรอยสัก

8 คำถาม เรื่องการรักษาคีลอยด์

Q1: การรักษาแผลเป็นคีลอยด์ต้องรักษากี่ขั้นตอน สำหรับ การรักษาแผล เป็นคีลอยด์นั้น ในปัจจุบัน มีวิธีการ รักษาด้วย เทคนิคใหม่ ที่เรียกว่า Scarless Technique ที่เป็นการผสมผสาน กันระหว่าง การใช้ การผ่าตัด แสงเลเซอร์ และตัวยา เพื่อให้ การรักษามีประสิทธิภาพ สูงสุด ได้ผลดี กว่าวิธีการ รักษาแบบดั้งเดิม ที่เคยทำมา และลูกค้า ได้รับพึงพอใจ มากที่สุด

Q2: อะไรคือข้อจำกัดของการรักษาแผลเป็นที่เรียกว่าคีลอยด์ (Keloid) แผลเป็นคีลอยด์ จะมี ลักษณะ คล้ายเนื้องอก มีขนาดใหญ่ขึ้น และ จะลุกลาม ผิวปกติ ของเรา ไปเรื่อย ๆ อาจจะ ไม่อันตราย เหมือนเนื้องอก ที่เป็นเนื้อร้าย หรือมะเร็ง แต่ก็สร้าง ความรำคาญใจใ ห้กับผู้ที่เป็น ข้อจำกัด ของการ รักษาแผล เป็นคีลอยด์ อยู่ที่การ เอาเซลล์ที่ผิดปกติออกไม่หมดก็จะกลับมาเป็นอีกเกือบ 100% โดยที่ก้อนคีลอยด์ใหม่จะโตเร็วและมีขนาดใหญ่กว่าเดิม นอกจากนี้คนไข้อาจจะต้องมีเวลาในการมารักษาพอสมควรเพื่อการรักษาที่ต่อเนื่อง และป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำอีกนั่นเอง

Q3: ปัจจัยที่ทำให้เกิดแผลเป็นคีลอยด์ (Keloid)
แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถเกิดแผลเป็นคีลอยด์ได้ ซึ่งปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดขึ้นได้นั้น อันดับแรกจะเป็นเรื่องของกรรมพันธุ์ ปัจจัยที่สองเป็นเรื่องของตำแหน่งบนร่างกาย ที่พบบ่อยมีอยู่ 4 จุด คือ บริเวณหู เกิดจากการเจาะหู, บริเวณไหล่ เกิดจากการฉีดยา, บริเวณหน้าอกหรือหลัง เกิดจากการเป็นสิว และบริเวณหน้า อย่างเช่นตรงขากรรไกร เกิดจากการเป็นสิว หรือรอยแผลอื่น ๆ ปัจจัยที่สามเป็นเรื่องของการอักเสบหรือติดเชื้อ เช่น แผลบริเวณ นั้นมีการอักเสบหรือติดเชื้อมากน้อยแค่ไหน ถ้าอักเสบเยอะหรือติดเชื้อและแผลหายช้าก็จะมีโอกาสเป็นเนื้องอกคีลอยด์ได้มากกว่า นอกจากนี้ขนาดและความลึกของแผลก็จะมีผลต่อการเกิดเนื้องอก คีลอยด์อีกด้วย

Q4: ในกรณีที่คนไข้ไม่มารักษาคีลอยด์ (Keloid) จะเป็นอันตรายได้หรือไม่ สำหรับคนไข้ที่ไม่ได้ตัดสินใจมารักษาคีลอยด์ แผลเป็นชนิดนี้อาจไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ กับร่างกายในแบบที่รุนแรง แต่จะทำให้ตัวคนไข้เองมีอาการปวดคันบริเวณแผล และก้อนคีลอยด์จะลุกลามขยายวงกว้างออกไป  โตจนถึงจุดหนึ่งแล้วจึงจะหยุดขยายขนาดซึ่งในกรณีคนที่มีคีลอยด์ขนาดใหญ่มากอาจจะรู้สึกรั้งเวลาขยับเขยื่อนร่างกาย เช่นบริเวณ ใบหู คอ แขน หรือขา เป็นต้น นอกจากนี้ถ้าแผลคีลอยด์เกิดบริเวณนอกร่มผ้า เช่น ใบหน้า ต้นแขน ก็จะมีผลต่อความไม่มั่นใจ ความสวยงาม ซึ่งส่งผลต่อการปฏิบัติงานในบางสาขาอาชีพ

Q5: จุดไหนที่เป็นคีลอยด์ (Keloid) แล้วจะรักษายากที่สุดส่วนที่รักษาง่ายที่สุดคือบริเวณใบหู เพราะแผลจะเล็ก เป็นเพียงแผล ที่เกิดขึ้นเพราะการเจาะหูเท่านั้น มีขนาดแค่ 1-2 เซนติเมตร แต่การรักษาคีลอยด์ที่ยากที่สุดคือ คีลอยด์ที่มีลักษณะใหญ่มาก อย่างเช่น แผลเป็นบริเวณหน้าอกที่มีขนาดเท่าฝ่ามือ

Q6: ระยะเวลาในการรักษาคีลอยด์ (Keloid) ระยะเวลาในการรักษาแผลเป็นคีลอยด์นั้น ขึ้นอยู่กับขนาดของแผล เป็นเป็นหลัก หากใหญ่มากและนูนมาก ก็จะใช้เวลานาน โดยทั่วไปใช้เวลาเฉลี่ย 1-6 เดือน เพราะหลังจากการผ่าตัดและเลเซอร์แล้ว จำเป็นต้องใช้ยาร่วมด้วยไปอีกสักระยะ  และนอกจากนี้จะต้องติดตามผลการรักษาต่อไปอีกอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป

Q7: ราคาในการรักษา โดยทั่วไปราคาจะขึ้นอยู่กับลักษณะและขนาดของแผล หากไม่ใหญ่มากนักแค่ประมาณ 1-5 เซนติเมตร จะราคาอยู่ที่ 10,000-20,000 บาท หลังจากนั้นก็จะเป็นค่าใช้จ่ายในการติดตามผล ทายา รับประทานยาต่อไป

Q8: มีโอกาสกลับมาเป็นอีกหรือไม่ การรักษาแผลเป็นคีลอยด์นั้นสามารถรักษาให้หายได้ แต่ในทางการแพทย์เราจะไม่ใช้คำว่า หายขาด เพราะยังไม่มีผลที่ยืนยัน 100% ว่าแผลเป็นคีลอยด์นั้นจะไม่กลับมาอีก แต่การรักษาด้วยวิธีนี้สามารถช่วยกำจัดและชะลอการเกิดขึ้นใหม่ของแผลเป็นได้ หากมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง แม้ในบางรายอาจมีการเกิดขึ้นมาใหม่แต่จะไม่มีขนาดใหญ่เท่าก่อนรักษาแน่นอน ศัลยกรรม

อ่านเพิ่มเติมบทความอื่นๆได้ที่ : libertin-libertine.comเสริมคางpgslot99.net
เกมสล็อตที่เล่นง่ายได้เงินไว>>> PGSLOTบทความที่น่าสนใจ>>> ท่องเที่ยว  GAMEMINGดวงรีวิวสล็อตJOKERสถานที่เที่ยวMOTOR SHOWEPICW

Back to Top